วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ยันต์ตรีนิสิงเห มหาเป้อ วัดป่าไผ่

ภาพเขียน "ยันต์ตรีนิสิงเห" ที่เพดานหอพระไตรปิฏก วัดป่าไผ่

...สมัยก่อนนั้น ไม่เพียงวัดป่าไผ่เท่านั้นที่มีความเชื่อยันต์ตรีนิสิงเห แต่รวมไปถึงวัดต่างๆ ในละแวกนี้...

วัดป่าไผ่ตั้งอยู่ที่ตำบลคลองตาคต อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เป็นวัดสำคัญของชาวมอญอีกวัดหนึ่ง "มหาเป้อ" อดีตเจ้าอาวาสวัดแห่งนี้ เป็นชาวมอญซึ่งมีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฏก ทั้งภาษาไทยและมอญ  และมนต์คาถาต่างๆ อย่างเช่นการทำ "ยันต์ตรีนิสิงเห" ซึ่งแพร่หลายและทำตกทอดสืบมาหลายร้อยปีทั้งในพม่า เขมร เมื่อครั้งลัทธิตันตระ พุทธศาสนาฝ่ายมหายานกำลังเฟื่องฟูในภูมิภาคดังกล่าว

ที่เพดานหอพระไตรปิฏก ณ วัดป่าไผ่ นี้ มีภาพเขียนเป็นรูป "ยันต์ตรีนิสิงเห" ช่าวเขียนเต็มพื้นเพดาน ที่บานประตูนั้น มีภาพเขียนเป็นรูปเซี่ยวกางทั้งสองบาน และที่บานหน้าต่างเขียนเป็นรูปทวารบาล สวยงามทั้งสองบานเช่นกัน ผนังด้านนอกทั้งสี่ด้านของอาคารเขียนเรื่องพุทธประวัติ ทว่าบางส่วนลบเลือนไป เหลือไว้แต่เฉพาะส่วนภายในชายคาอาคาร ซึ่งอยู่ในที่ที่ไม่ถูกทำลายด้วยฝน แดด สีสันจึงยังสดใส ที่ใต้ถุนหอไตรเขียนเป็นลายผ้ามีดอกดวงเต็มพื้นที่อย่างสวยงาม  น่าเป็นห่วงที่หอพระไตรปิฏกแห่งนี้อยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก ผู้รับผิดชอบน่าจะเข้าไปดูแลก่อนที่จะพังครืนลงมา

คุณตาเลี่ยม วังวารี อายุ 85 ปี เคยเป็นลูกศิษย์มหาเป้อ บวชเณรเมื่อตอนอายุ 10  ขวบ เป็นหนึ่งในจำนวนลูกศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้ทางโหราศาสตร์ มนต์คาถาจากพระมหาเป้อ ปัจจุบันเหลือท่านเพียงคนเดียวเท่านั้นในลุ่มน้ำแม่กลอง ที่สามารถลงเลขยันต์ตรีนิสิงเหแบบมอญ ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านมักเรียกท่านว่า "หมอเลี่ยม"

คุณตาเลี่ยมเล่าให้ฟังว่า "มหาเป้อ เคยเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดป่าไผ่ ตอนหลังสึกเป็นฆราวาส มาตั้งบ้านอยู่ตรงข้ามกับวัดขนอน ท่านเป็นผู้มีความสามารถมาก  มีความรู้เรื่องพระไตรปิฏกทั้งภาษาไทยและภาษามอญ ว่ากันว่า ท่านเรียนภาษามอญที่วัดป่าไผ่ตั้งแต่เด็กๆ จึงเก่งทางบาลีและโหราศาสตร์ด้วย มีตำราการเขียนยันต์ ซึ่งจะบอกว่าเขียนอย่างไร สวดคาถาอะไรระหว่างเขียน ภาพเขียนที่เราเห็นที่หอไตรนั้น เขาวาดภาพแทนตัวเลข แต่ถ้าใช้ติดตามบ้านนั้น เขาใช้ตัวเลขเป็นสัญลักษณ์แทน เช่น พระเจ้าห้าองค์ก็ใช้เลข 5 พระอาทิตย์ พระจันทร์ ก็ใช้เลข 2 ตัวเลขแต่ละตัวนั้นเขาจะมีคาถาหรือคำภาวนากำกับยันต์ตรีนิสิงเห จะเรียกว่ายันต์แปดทิศก็ได้ เป็นสี่เหลี่ยมสองอันซ้อนกัน เมื่อเวลาลากเส้นลงยันต์นั้น จะให้เส้นสะดุดหยุดชะงักไม่ได้ ปากก็ท่องบ่นคาถาที่ถ่ายทอดกันเฉพาะตั้งแต่เมื่อครั้งโบราณ เรียกว่า ลงยันต์ เป็นวิชาที่ยาก คนเรียนต้องมีทั้งสมาธิ อดทนแน่วแน่ จิตไม่แกว่ง"

คุณตาจวน เครือวิชฌยาจารย์ เล่าเสริมเรื่องนี้ว่า ยันต์ตรีนิสิงเห นั้นเคยเห็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร สมัยก่อนไม่เพียงมีที่วัดป่าไผ่เท่านั้น วัดต่างๆ ในละแวกนี้ต่างนิยม คาถายันต์ตรีนิสิงเหนี้ มีจารหรือจารึกในสมุดข่อยที่พบอยู่ตามวัดทั่วไป เช่น ที่วัดป่าไผ่ วัดม่วง(บน)

"เมื่อตอนที่ผมเป็นเด็กๆ ประมาณ 10 ขวบ ผมได้ทันเห็นมหาเป้อ ท่านเป็นผู้ที่ดังมากทางนักธรรม รู้เรื่องหลักการทางศาสนาอย่างแตกฉาน นอกจากนี้ยังเก่งเรื่อคาถาอาคม อย่างเรื่องยันต์ตรีนิสิงเหก็ถือว่าท่านเก่งกล้าสมารถทีเดียว ชาวบ้านแถบนี้ต้องมาหา คนมอญเชื่อถือกันมาก  แม้ปัจจุบันก็ไม่เสื่อมคลาย ทว่าหาคนทำ คนรู้อย่างจริงจังในปัจจุบันแทบจะไม่มี หาคนถ่ายทอดไม่ได้ คนเรียนก็ไม่มี"

"ชาวบ้านมักจะนำยันต์ไปติดไว้ที่หัวเสาตามบ้านเรือน ยุ้งฉาง อันนี้ไม่ได้เพื่อป้องกันผี แต่เป็นการป้องกันสิ่งชั่วร้ายอันตรายภัยพิบัติที่จพเข้ามาต่างหาก  เช่น ไฟไหม้ พายุ เป็นต้น...ในเมื่อชาวมอญยังนับถือผี ถ้ายันต์ป้องกันผีแล้ว ผีที่เราเลี้ยงไว้จะเข้ามาที่บ้านเราได้อย่างไรกัน"

ดูภาพเพิ่มเติม
ภาพยันต์ตีนิสิงเห

ที่มา :
ข้อมูล : กุศล  เอี่ยมอรุณ. (2541). เงาชีวิตในภาพเขียน : วัดป่าไก่. ราชบุรี. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สารคดี. (หน้า 362-363)
ภาพบน : ประเวช  ตันตราภิรมย์ (บน)
ภาพกลาง : http://img161.imageshack.us/img161/2314/27275379wp1.jpg
ภาพล่าง : นิตยา กนกมงคล
อ่านต่อ >>

วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

จำนวนวัด สำนักสงฆ์ โบส์คริสต์ และมัสยิด ในราชบุรี


ประชากรชาวจังหวัดราชบุรี ประมาณร้อยละ 97.91 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 1.8 นับถือศาสนาคริสต์ ประมาณร้อยละ 0.29 นับถือศาสนาอิสลาม มีวัดในพระพุทธศาสนา จำนวน 304 วัด สำนักสงฆ์ 55 แห่ง โบสถ์ในคริสต์ศาสนาจำนวน 20 แห่ง และมัสยิดในศาสนาอิสลามอีก  5 แห่ง

วัดในจังหวัดราชบุรี  สังกัดมหานิกาย 371 แห่ง สังกัดธรรมยุต 33 แห่ง โดยสามารถแยกเป็นอำเภอได้ดังนี้
  1. อ.เมืองราชบุรี มหานิกาย 80 วัด ธรรมยุต 15 วัด รวม 95 วัด
  2. อ.โพธาราม มหานิกาย 68 วัด ธรรมยุต 1 วัด รวม 69 วัด
  3. อ.บ้านโป่ง มหานิกาย 55 วัด ธรรมยุต 2 วัด รวม 57 วัด
  4. อ.ปากท่อ มหานิกาย 47 วัด ธรรมยุต 4 วัด รวม 49 วัด
  5. อ.จอมบึง มหานิกาย 34 วัด ธรรมยุต 2 วัด รวม 36 วัด
  6. อ.บางแพ มหานิกาย 26 วัด ธรรมยุต 3 วัด รวม 29 วัด
  7. อ.ดำเนินสะดวก มหานิกาย 26 วัด ธรรมยุต - วัด รวม 26 วัด  
  8. อ.สวนผึ้ง มหานิกาย 17 วัด ธรรมยุต 3 วัด รวม 20 วัด
  9. อ.บ้านคา มหานิกาย 11 วัด ธรรมยุต 3 วัด รวม 14 วัด
  10. อ.วัดเพลง มหานิกาย 7 วัด ธรรมยุต - วัด รวม 7 วัด 
พระอารามหลวง ในจังหวัดราชบุรี มีทั้งสิ้น 7 วัด แยกเป็นสังกัดดังนี้
สังกัดมหานิกาย จำนวน 4 วัด
  1. วัดมหาธาตุวรวิหาร อ.เมืองราชบุรี  ชั้นตรี ชนิดวรวิหาร
  2. วัดช่องลม อ.เมืองราชบุรี ชั้นตรี ชนิดสามัญ
  3. วัดเขาวัง อ.เมืองราชบุรี ชั้นตรี ชนิดสามัญ
  4. วัดบัวงาม อ.ดำเนินสะดวก ชั้นตรี ชนิดสามัญ
สังกัดธรรมยุต จำนวน 3 วัด
  1. วัดสัตตนารถปริวัตร อ.เมืองราชบุรี ชั้นโท ชนิดวรวิหาร
  2. วัดศรีสุริยวงศ์ อ.เมืองราชบุรี ชั้นตรี ชนิดสามัญ
  3. วัดสุรชายาราม อ.เมืองราชบุรี ชั้นตรี ชนิดสามัญ
สำนักสงฆ์ในจังหวัดราชบุรี รวม 55 แห่ง โดยสามารถแยกเป็นอำเภอได้ดังนี้
  1. อ.เมืองราชบุรี   จำนวน 9 แห่ง
  2. อ.โพธาราม จำนวน 4 แห่ง
  3. อ.บ้านโป่ง ไม่มี
  4. อ.ปากท่อ จำนวน 7 แห่ง
  5. อ.จอมบึง จำนวน 8 แห่ง
  6. อ.บางแพ ไม่มี
  7. อ.ดำเนินสะดวก ไม่มี
  8. อ.สวนผึ้ง จำนวน 16 แห่ง
  9. อ.บ้านคา จำนวน 11 แห่ง
  10. อ.วัดเพลง ไม่มี
โบสถ์คริสต์ในจังหวัดราชบุรี รวม 20 แห่ง โดยสามารถแยกเป็นอำเภอได้ดังนี้
  1. อ.เมืองราชบุรี จำนวน 3 แห่ง
  2. อ.โพธาราม ไม่มี
  3. อ.บ้านโป่ง จำนวน 8 แห่ง
  4. อ.ปากท่อ จำนวน 1 แห่ง
  5. อ.จอมบึง จำนวน 3 แห่ง
  6. อ.บางแพ ไม่มี
  7. อ.ดำเนินสะดวก จำนวน 2 แห่ง
  8. อ.สวนผึ้ง จำนวน 2 แห่ง
  9. อ.บ้านคา ไม่มี
  10. อ.วัดเพลง จำนวน 1 แห่ง 
มัสยิดในจังหวัดราชบุรี รวม 5 แห่ง โดยสามารถแยกเป็นอำเภอได้ดังนี้
  1. อ.เมืองราชบุรี จำนวน 1 แห่ง
  2. อ.โพธาราม จำนวน 1 แห่ง
  3. อ.บ้านโป่ง จำนวน 3 แห่ง
  4. อ.ปากท่อ ไม่มี
  5. อ.จอมบึง ไม่มี
  6. อ.บางแพ ไม่มี
  7. อ.ดำเนินสะดวก ไม่มี
  8. อ.สวนผึ้ง ไม่มี
  9. อ.บ้านคา ไม่มี
  10. อ.วัดเพลง ไม่มี
ที่มา :
ข้อมูลล่าสุด : ณ เดือนเมษายน 2553 โดย สำนักวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี

ข้อมูล : กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี. (2553). สรุปรายงานผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2552. เอกสารจัดพิมพ์. (หน้า 5-6)

อ่านต่อ >>

วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

หลวงพ่อนวม วัดแจ้งเจริญ หลวงพ่อกะเหรี่ยง

บทความนี้ ผู้จัดทำได้คัดลอกมาจากหนังสือ ประวัติศาสตร์เมืองราชบุรี ซึ่งเขียนโดยรองศาสตราจารย์ยนต์ ชุ่มจิต เมื่อปี 2547 โดยได้คัดลอกเรื่องเกี่ยวกับ "หลวงพ่อนวม " อดีตเจ้าอาวาสวัดแจ้งเจริญ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวกะเหรี่ยง จนกระทั่งเกิดประเพณี "ชุมนุมวันปีใหม่ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5" และการเหยียบหลังกะเหรี่ยงมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งท่านได้เขียนไว้ดังนี้

"กะเหรี่ยงใน อ.สวนผึ้ง กิ่ง อ.บ้านคา ส่วนมากนับถือพุทธศาสนา มีส่วนน้อยที่นับถือคริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนต์ สำหรับวัดที่ชาวกะเหรียงนิยมไปทำบุญ ถือศีล ปฏิบัติธรรมตามปกติ ก็คือ วัดในท้องถิ่น เช่น วัดท่ามะขาม วัดหินสูง และวัดเขาตกน้ำ เป็นต้น

วันที่ชาวกะเหรี่ยงในจังหวัดราชบุรี และเพชรบุรี จะไปทำบุญร่วมกันคือ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปี โดยจะเดินทางไปยังวัดแจ้งเจริญ ต.จอมประทัด อ.วัดเพลง จ.ราชบุรี เพื่อสรงน้ำหลวงพ่อนวม (มรณภาพตั้งแต่ปี พ.ศ.2478) ซึ่งชาวกะเหรี่ยงทั้งในอดีตและปัจจุบันให้ความเคาระอย่างยิ่ง จนเกิดเป็นประเพณี "ชุมนุมวันปีใหม่ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5" ของทุกปี

สาเหตุที่ชาวกะเหรี่ยงในจังหวัดราชบุรี และเพชรบุรี ให้ความเคารพหลวงพ่อนวมอย่างสูงตลอดมาจนถึงปัจจุบันนั้น มีประวัติความเป็นมาดังนี้

จากคำบอกเล่าของท่านพระครูศรีธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดแจ้งเจริญและเจ้าคณะอำเภอวัดเพลงในปัจจุบัน มีดังนี้

เมื่อประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา พระอธิการนวม ได้ออกจาริกธุดงค์ไปตามป่าชายแดนไทย-พม่า ด้วยประสงค์จะหาความสงบวิเวกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ท่านเห็นว่าการที่อยู่วัดนั้น ย่อมมีแต่ความสะดวกสบายทุกประการ แต่ถ้าได้ออกไปตามป่าเขาลำเนาไพรบ้างก็จะเป็นการทดสอบความอดทน และคงต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ด้วยจิตใจที่กล้าแกร่งไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ

ในที่สุด ท่านก็ไปถึงถิ่นที่อยู่ของชาวกะเหรี่ยงโพล่วง ซึ่งสมัยนั้นยังนับถือผีและสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ มีความชำนาญเรื่องไสยศาสตร์ สามารถปล่อยผี ปล่อยคุณ เสกหนัง เสกตะปูเข้าท้องผู้อื่นถึงตายได้ ปกติแล้วคนแปลกหน้าที่ล่วงล้ำเข้าไป มักจะถูกลองของเสมอ หากใครไม่แน่จริงก็จะมีอันตรายถึงตายทุกรายไป

ครั้งหนึ่ง หัวหน้าผู้นำกะเหรี่ยงได้นิมนต์พระภิกษุนวมไปสวดที่บ้าน ท่านจึงถามก่อนว่า "เล่นของหรือเปล่า?" คงเป็นเพราะกะเหรี่ยงไม่เข้าใจคำถามจึงไม่ตอบ ขณะที่ท่านนั่งสวดมนต์อยู่นั้น ผีน้ำมันพรายที่กะเหรี่ยงเลี้ยงไว้ในขวดสำหรับรักษาคนเจ็บป่วย และดูแลคุ้มครองคนในครอบครัวและหมู่บ้าน ได้ตกลงมาจากหิ้งแล้วผีน้ำมันพรายก็หนีไป หัวหน้ากะเหรี่ยงเชื่อว่าเป็นการกระทำของภิกษุนวม "มันคงเก่งในคาถาอาคมมาก" กะเหรี่ยงในสมัยนั้น มักจะใช้สรรพนามทั่วไปว่า มัน เสมอ จึงคิดจะลองของโดยใช้วิธีการต่างๆ นานา ดังเช่น

พระภิกษุนวม เข้าไปปักกลดอยู่ในเขตหมู่บ้านกะเหรี่ยง ตั้งจิตภาวนาแผ่กุศลให้ชาวกะเหรี่ยงเรื่อยๆ หัวหน้ากะเหรี่ยงคิดจะปล่อยของให้เข้าตัวพระภิกษุนวม ด้วยวิธีการเอาเนื้อสัตว์ใส่กระบอกไม้ไผ่ แล้วทำพิธีปล่อยคาถาอาคม นำไปฝังใต้ดินจนเน่าเหม็น จากนั้นในยามวิกาลก็ทำพิธีปล่อยของโดยไม่ให้ผู้รับหรือผู้ถูกกระทำรู้ตัว คืนนั้น พระภิกษุนวม ได้เข้าฌานตั้งสมาธิ แผ่กุศลให้ชาวกะเหรี่ยงตลอดคืน ด้วยจิตที่บริสุทธิ์มีสมาธิแน่วแน่และมั่นคง ของที่หัวหน้ากะเหรี่ยงส่งมาจึงไม่สามารถทำอันตรายพระภิกษุนวมได้

เมื่อการปล่อยของครั้งแรกไม่สำเร็จ หัวหน้าจึงคิดหาวิธีที่สูงขึ้นเพื่อคิดจะเอาชนะพระภิกษุนวม โดยให้ลูกบ้านนำหมากพลูไปถวาย ทำทีว่าต้อนรับขับสู้ท่าน แต่หัวหน้ากะเหรี่ยงสั่งให้นำหนังสัตว์ติดตัวไปด้วย เพื่อให้พระภิกษุนวมได้นั่งแทนเสื่อตามธรรมเนียมของชาวกะเหรี่ยง เมื่อพระภิกษุนวมนั่งลงบนหนังสัตว์ก็ทราบด้วยฌานอันแก่กล้าว่า ท่านกำลังถูกเสกหนังสัตว์เข้าท้องอย่างแน่นอน ท่านจึงทำจิตใจให้สงบ พร้อมใช้วิชาอาคมต่อสู้ทันที พอท่านตบเข่าเท่านั้น หนังสัตว์ที่ม้วนเล็กลงก็ขยายใหญ่ขึ้นตามเดิม จากนั้นชาวกะเหรี่ยงก็ส่งหมากพลูให้กับท่าน ท่านรับไว้แล้วกลืนลงท้องทันที เพียงครู่เดียวก็อาเจียนออกมาหมด สิ่งที่อาเจียนออกมามีแต่สิ่งของที่แหลมคม เช่น ตะปู เศษแก้ว เศษโลหะหลายชนิด ท่านล่วงรู้ทันทีว่าถูกกะเหรี่ยงทำอีกแล้ว

ลูกบ้านได้มารายงานหัวหน้าว่า พระภิกษุนวมไม่ได้รับอันตรายอะไร หัวหน้าถึงกับอุทาน "มันเก่ง" เพราะตนได้ทำของปล่อยของจนหมดภูมิแล้ว หัวหน้าจึงเชื่อว่า พระภิกษุนวม มีความเก่งกล้าสามารถทางไสยศาสตร์เหนือพวกตนจริง ถ้าท่านจะลองของพวกตนบ้างก็คงจะแก้ไม่ตกเป็นแน่

กิตติศัพท์ความเก่งกล้าด้านคาถาอาคมทำให้ชาวกะเหรี่ยงอยากจะมาดูตัว ดังนั้น ในวันหนึ่ง ชาวกะเหรี่ยงจึงพร้อมกันมาที่พระภิกษุนวม ปักกลดอยู่ ครั้นเห็นท่านนั่งหลับตาอยู่ในกลดก็คิดว่าท่านกำลังฝึกวิชาอาคม แท้จริงแล้วท่านกำลังเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ต่างจึงพากันนั่งรอดูท่าทีอย่างสงบ จนเด็กๆ ที่พามานั่งรออยู่ด้วยเกิดหิวน้ำ จึงขอน้ำจากพ่อแม่ดื่ม แต่แล้วต่างก็ต้องประหลาดใจ เมื่อทุกกระบอกน้ำไม่มีน้ำเลย สร้างความงุนงงให้กับชาวกะเหรี่ยงอย่างมาก

พระภิกษุนวม ลืมตามองเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ก็ส่งภาษาใบ้มือชี้ที่ปากของท่านแล้วชี้มือไปที่กระบอกน้ำ พอชาวกะเหรี่ยงส่งกระบอกน้ำที่เด็กๆ กำลังแย่งกันนั้นให้ท่าน ทันทีที่ท่านเอียงปากกระบอกลงในบาตรเท่านั้น ปรากฏว่ามีน้ำไหลออกมา ท่านจึงส่งกระบอกน้ำให้เด็กที่กำลังหิวกระหาย ครั้นเมื่อชาวกะเหรี่ยงยกกระบอกอื่นขึ้นดื่มก็มีน้ำไหลทุกกระบอก จึงรู้ว่ากำลังถูกหลวงพ่อท่านลองวิชา แต่ไม่มีใครสามารถแก้อาคมของหลวงพ่อได้เลย

หลังจากนั้น พระภิกษุนวมได้กลายเป็นผู้เก่งกล้าของชาวกะเหรี่ยง ต่างก็หันมาสนใจและอยากจะฝึกวิชาอาคมจากพระภิกษุนวม แต่ก็ยังไม้กล้าแสดงออกนอกหน้าเพราะกลัวหัวหน้าจะโกรธ ครั้นใกล้เทศกาลเข้าพรรษา พระภิกษุนวมจำต้องกลับวัดแจ้งเจริญ กะเหรี่ยงซึ่งต้องการรู้ว่าท่านอยู่ไหนแน่ จึงสั่งให้ลูกบ้านสะกดรอยตามพระภิกษุนวมไปห่างๆ ไม่ให้รู้ตัว คอยนำอาหารถวายท่านตลอดการเดินธุดงค์กลับถึงวัด ลูกบ้านจึงกลับไปรายงานหัวหน้าว่า ท่านอยู่ที่วัดแจ้งเจริญ

หลังจากนั้นอีกไม่นาน ก็มีชาวกะเหรี่ยงสามคนขี่ช้างมาหาพระภิกษุนวม ได้พักที่ศาลาเมื่อเวลาพลบค่ำพอดี ชาวบ้านได้เห็นพฤติกรรมการก่อไฟหุงข้าวของกะเหรี่ยงสามคนนั้น เขาไม่ได้ไปหาไม้ฝืนที่ไหน แต่จะใช้มีดถากที่หน้าแข้งตนเอง แล้วก็มีสะเก็ดไม้ปลิวออกมาให้หุงข้าวได้ วันต่อมาชาวบ้านเห็นว่าเสาศษลาได้แหว่งไปหลายต้น จึงได้นำความไปแจ้งให้พระภิกษุนวมทราบ ท่านจึงรู้ได้ทันทีว่า ชาวกะเหรี่ยงสามคนได้ใช้วิชาถากเสาวัด ท่านไม่ได้โกรธเคือง แต่ให้คนที่มาบอกไปหากะลามาสามใบ แล้วท่านก็หายเข้าไปในกุฎิของท่านพักใหญ่ๆ แล้วก็ออกมาให้ชาวบ้านคนเดิมนำกะลาสามใบไปวางไว้หลังวัด

เช้าวันต่อมา ชาวกะเหรี่ยงสามคนก็จะก่อไฟหุงข้าวด้วยวิธีเดิม คือใช้มีดถากหน้าแข้งให้ไม้ฟืนปลิวออกมา แต่แล้วก็ต้องตกใจมากเมื่อมองไม่เห็นช้างสามเชือกของตน จึงรีบไปกราบหลวงพ่อบอกว่า ช้างของตนหายไปเสียแล้ว พระภิกษุได้ตักเตือนเรื่องใช้วิชาอาคมถากเสาวัด แล้วบอกให้ไปหากะลาที่บริเวณหลังวัดแล้วลองเปิดดู กะเหรี่ยงทั้งสามต้องประหลาดใจมาก เมื่อเห็นช้างของตนอยู่ในกะลา จึงรู้ว่าช้างสามเชือกของตนถูกท่านทำพิธีครอบไว้ ด้วยอภินิหารครั้งนี้ ทำให้หัวหน้ากะเหรี่ยงยอมรับนับถือพระภิกษุนวม ชื่อเสียงของท่านได้แพร่หลายไปในหมู่ชาวกะเหรี่ยวโพล่วง คำสรรพนามที่เรียกว่า "มัน" ปัจจุบันชาวกะเหรี่ยงรุ่นเก่ายังใช้เรียกท่านอยู่

ด้วยมุขปาฐะที่สืบทอดเรื่องราวของพระภิกษุนวม หรือพระอธิการนวม จากปากต่อปาก ทำให้ชื่อเสียงของท่านแพร่หลาย เดิมชาวกะเหรี่ยงมีความเชื่อเรืองผีมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิต ถ้าทำให้ผีพึงพอใจ ผีก็ย่อมบันดาลความสุขให้แก่ชีวิตได้ แต่ถ้าทำให้ผีไม่พึงพอใจ ผีก็จะลงโทษด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ทำให้ผู้คนเจ็บไข้ได้ป่วย เกิดโลกระบาด อากาศวิบปริต สัตว์เลี้ยงล้มตาย พืชผลทางการเกษตรเสียหาย ที่สำคัญทำให้พวกเขาล้มตายได้

แต่หลังจากเลื่อมใสศรัทธาต่อพระอธิการนวมแล้ว เมื่อได้รับความเดือดร้อนหรือเจ็บไข้ได้ป่วย ก็จะบนบานถึงพระอธิการนวมแทนบนบานกับผี และการที่ชาวกะเหรี่ยงวนเวียนมากราบไหว้และบวชแก้บนเป็นประจำ จึงเกิดเป็นประเพณีวันชุมนุมชาวกะเหรี่ยงขึ้นที่วัดแจ้งเจริญ โดยยึดเอาวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 มาทำพิธีสรงน้ำพระอธิการนวม มานอนให้ท่านเหยียบขณะเดินไป-กลับจากพิธีสรงน้ำ นี่คือรูปธรรมที่แสดงถึงการเคารพนับถือและเทิดทูนอย่างสูง จนให้สมญานามพระอธิการนวมว่า "หลวงพ่อกะเหรี่ยง" แต่นั้นมา

แม้เมื่อหลวงพ่อมรณภาพแล้ว ชาวกะเหรี่ยงก็ยังไปนมัสการสรงน้ำปิดทองรูปหล่อเหมือนจริงของท่านทุกปี พร้อมกันนั้นก็ได้ให้ความเคารพนับถือเจ้าอาวาสวัดแจ้งเจริญทุกรูปต่อมาว่าเป็น "หลวงพ่อกะเหรี่ยง" เหมือนกัน จนถึงท่านพระครูศรีธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน

หลวงพ่อนวม มรณภาพมาแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2487 แต่เพราะท่านเป็นภูมิปัญญาในพระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาท้องถิ่นกะเหรี่ยง จึงผลักดันให้ความเชื่อเรื่องผีสางดั้งเดิมค่อยๆ คลี่คลาย แล้วบูรณาการทางวัฒนธรรม (Integration) กับพระพุทธศาสนาด้วยพลังศรัทธายิ่งสืบเนื่องจนถึงวันนี้ จึงยังเห็นคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงโพล่วงหอบลูงจูงหลานและอุตส่าห์อุ้มทอง แม้จะถึงวัยชรามากแล้ว มาพักค้างคืนที่โรงเรียน โรงทึม ศาลา กุฏิหอฉัน มีจำนวนถึงปีละร่วม 4,000 คน คณะกรรมการวัดต้องต้อนรับเลี้ยงดูหุงข้าวมื้อละ 3 กระสอบ ถึงวันละ 9 กระสอบที่เดียว (ข้อมูลสถิติของวัดปี พ.ศ.2538)

การที่ลูกหลานชาวกะเหรี่ยงยังมาชุมนุมวันปีใหม่ที่วัดแจ้งเจริญทุกปี ถือเป็นการทำตาม "คำสั่งบรรพบุรุษ" ชาวกะเหรี่ยงถือว่า การทำตามสิ่งที่บรรพบุรุษได้สั่งสอนไว้ ถือเป็นเรื่องอันศักดิ์สิทธิ์เป็นโลกทัศน์ที่สำคัญของชาวกะเหรี่ยง การปฏิบัติตามจึงเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว แม้จะอยู่กันคนละหมู่บ้าน แต่ถือว่ามีสายเลือดทางวัฒนธรรมโพล่วงร่วมกัน การได้มาร่วมกิจกรรมและพิธีกรรมเช่นทุกปี เป็นการสร้างจุดร่วมของความเป็นคนกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน ลูกหลานได้เห็นถึงที่มาของสังคม "พุทธแบบกะเหรี่ยง" รู้จักโลกทัศน์แบบเก่าของชาติพันธุ์ตนเอง และมองเห็นวิถีทางที่จะช่วยให้สังคมกะเหรี่ยงและระบบธรรมชาติอยู่รอดในสังคมปัจจุบัน

อ่านต่อ >>