วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สำนักหุบผาสวรรค์

หุบผาสวรรค์เมืองศาสนา
เมื่อ พ.ศ.2515 คณะกรรมการของสำนักปู่สวรรค์ได้ขยายกิจการ  โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะจัดตั้งสำนักสงฆ์ขึ้น ที่เทือกเขาเสือหมอบหรือเขาถ้ำพระ ต.ดอนทราย อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นโบราณสถานแห่งชาติ ภายใต้ความดูแลของกรมศิลปากร เพราะถือกันว่าสถานที่นี้คือ จุดทอแสงของพระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ โดยเป็นที่พำนักของพระอรหันต์สำคัญ 2 องค์

ถ้ำสาริกา จุดพักของคณะธรรมทูต จากอินเดีย เพื่อมาเผยแพร่ พระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ คือพระโสณะ และพระอุตตระ เมื่อแรกนำคณะธรรมทูตเดินทางมาเผยแพร่ พระพุทธศาสนา ในดินแดนสุวรรณภูมิประเทศ

เขาถ้ำพระ เป็นภูเขาที่สวยงาม แต่เมื่อ 20 ปีเศษมาแล้ว ในอดีตก่อนที่หุบผาสวรรค์จะมาดำเนินงานเคยเป็น ที่ซ่องสุมของมิจฉาชีพ และผู้ก่อการร้าย ทั้งนักธุรกิจเข้าไปประกอบการระเบิดหินด้วย ศาสตราจารย์ ดร.คลุ้ม วัชโรบล กรรมการสำนักปู่สวรรค์ ได้ขอเข้าพบ น.อ.สมภพ ภิรมย์ อธิบดีกรมศิลปกร ในสมัยนั้น ขออนุญาตเข้าไปจัดตั้งสำนักปฎิบัติธรรม และหวังที่จะสร้างปูชนียวัตถุขึ้น เพื่อให้คนเกรงกลัวต่อบาป ทั้งนี้อธิบดีกรมศิลปกรให้ความเห็นชอบ

ด้วยจะเป็นการช่วยอนุรักษ์โบราณสถานแห่งนี้ น.อ.สมภพ ภิรมย์ อนุญาตให้ ดร.คลุ้ม วัชโรบล ใช้ที่ดินในโบราณสถานเขาถ้ำพระ เพื่อจัดตั้งสำนักกรรมฐาน

อนึ่ง เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2516 ได้มีการประชุมระหว่าง พล.ท.สายหยุด เกิดผล ผบ.ศอป. (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) นายจำนง เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรีในปีนั้น และศาสตราจารย์ ดร.คลุ้ม วัชรโรบล กับ นายบุญยง ว่องวานิช ผู้แทนสำนักปู่สวรรค์ โดยผู้แทนสำนักปู่สวรรค์ชี้แจงว่า ได้ไปตั้งสำนักสงฆ์หุบผาสวรรค์ขึ้นในเนื้อที่ ประมาณ 15 ไร่ เพื่อให้เป็นสถานที่ปฎิบัติธรรม แต่พบว่ามีอุปสรรค 2 ประการ คือ
  1. มีผู้ทำการระเบิดหินในพื้นที่ใกล้เคียง
  2. มีการเคลื่อนไหวของ ผกค.บริเวณเขาเสือหมอบ
เป็นอันว่าการเปิดสำนักหุบผาสวรรค์ ได้รับความเห็นชอบจากกรมศิลปกร และผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรีเป็นที่เรียบร้อย

สันติเจดีย์ เจดีย์แห่งสันติภาพ
แต่คงจะเป็นการขัดขวางต่ออิทธิพลของผู้ก่อการร้ายในพื้นที่ ทั้งขัดขวางผลประโยชน์แก่ผู้ทำการระเบิดหินด้วยในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตามการดำเนินงานของสำนักหุบผาสวรรค์เป็นไปด้วยดี อาศัยกรรมการที่เข้มแข็ง 2 คน คือท่าน ศาสตราจารย์ดร.คลุ้ม วัชโรบล และ ศาสตราจารย์ ดร.หลวงสมานวกิจ มีผู้อุทิศ แรงกายแรงใจ ช่วยสร้างสำนักให้เป็นที่รื่นรมย์ ดึงดูดทั้งคนไทยและต่างประเทศให้ไปเยี่ยมชมมีการสวดมนต์ไหว้พระ การบรรยายธรรม การส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติ และการส่งเสริมการเกษตร เป็นต้น

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2517 ได้มีพิธีวางศิลามงคลสร้างสันติเจดีย์เป็นเจดีย์สิบยอด สร้างบนยอดเขาเสือหมอบ โดยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาปรินายก วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามทรงเป็นองค์ประธานในพิธี

ในเดือนกันยายน พ.ศ.2518 ได้มีการขอจดทะเบียนสมาคมศาสนาสัมพันธ์ขึ้น มีพลตรี ปราการ ภูวนารถนุรักษ์ เป็นนายกสมาคมคนแรก และในระยะต่อมา อาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์ ได้รับคัดเลือกตั้งเป็นนายกสมาคมในช่วง พ.ศ. 2520-2524 โดยต่อเนื่อง

ทางเข้าสู่เมืองศาสนา
หลังจากนั้น สมาคมศาสนาสัมพันธ์ได้รณรงค์หยั่งเสียงในหมู่ประชาชนชาวไทย ในหัวข้อเรื่อง “คนไทยต้องการสันติภาพ ไม่ต้องการสงคราม” ทั้งได้เสนอรายงานผลการหยั่งเสียงสันติภาพแก่สหประชาชาติด้วย โดยอาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์ และคณะ ได้เดินทางไปพบเลขาธิการสหประชาติ ที่องค์การสหประชาชาติ ณ มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

สมาคมศาสนาสัมพันธ์ ได้ส่งคณะธรรมทูตศาสนาสัมพันธ์เพื่อสันติภาพ ไปยังประเทศต่างๆ หลายประเทศอาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์ ผู้เป็นหัวหน้าคณะ ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 6 และจอห์นปอลที่ 2 เข้าพบเลขาธิการสหประชาชาติ รวมทั้งบุคคลสำคัญๆ เช่น ผู้นำศาสนาอิสลาม ประมุขศาสนาซิกข์ และองค์ดาไลลามะ เป็นต้น ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีทุกแห่ง ถึงสมาคมศาสนาสัมพันธ์ ได้รับเข้าเป็นภาคีฝ่ายประชาสัมพันธ์ (Department of Public Information) ของสหประชาชาติ และอาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์ ได้รับแต่งตั้งเป็น “ทูตสันติภาพ” โดยองค์การสภาธรรมนูญโลก ซึ่งตั้งอยู่ที่มลรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา

สมาคมศาสนาสัมพันธ์ได้วางแผนที่จะมีการประชุมสันติภาพระหว่างประเทศขึ้น ที่สำนักหุบผาสวรรค์ในปี พ.ศ. 2525 เพื่อรวมพลังของศาสนาในโอกาสเฉลิมฉลอง 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

พระบรมรูป
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
นอกจากสันติเจดีย์ที่ได้ทำพิธีวางศิลามงคล เมื่อ พ.ศ.2517 แล้ว สำนักหุบผาสวรรค์ยังได้ปูชนียวัตถุอันเป็นสัญลักษณ์ ของศาสนาต่างๆ ขึ้นไว้ เช่น พระพุทธรูปยืนสูง ๙ เมตร ปางถวายเนตร พระรูปพระเยซูคริสต์ พระแม่มาเรีย และพระพิฆเนศ เป็นต้น สำหรับค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างนั้น ได้อาศัยความอุปถัมภ์ของมูลนิธิชินนะปูโตอนุสรณ์ ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นองค์กรต้องตามกฎหมาย เมื่อเดือนมีนาคม 2519  มีอาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์ เป็นประธานมูลนิธิฯ เพื่อให้ศาสนิกชนของแต่ละศาสนา ได้เข้าทำการสักการะบูชา ตามแบบของตน

สำนักหุบผาสวรรค์รุ่งเรืองอยู่ถึง พ.ศ. 2524 แล้วก็ถึงจุดที่ต้องพบมรสุมอย่างหนักจากฝ่ายการเมือง ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากสาเหตุที่สำคัญ อันเนื่องมาจากโครงการจัดประชุมสันติภาพของโลก โดย อาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์ ได้เชิญผู้นำทางศาสนา และทางการเมืองรวมทั้งสหประชาชาติ ให้มาประชุมที่หุบผาสวรรค์ในเดือนกันยายน พ.ศ.2525 ซึ่งถ้าหากโครงการนี้ทำได้สำเร็จ ก็จะขัดกับแนวนโยบายการแผ่อิทธิพล ด้วยกำลังอาวุธของประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคคอมมิวนิสต์สากล ประเทศคอมมิวนิสต์ทั้งรัสเซียและจีน รวมทั้งสหรัฐอเมริกากำลังต่อสู้กันอย่างหนัก

ในขณะนั้นจึงได้มีการทุ่มเงินจำนวนมหาศาล เพื่อล้มล้างสำนักหุบผาสวรรค์ เป็นผลให้หุบผาสวรรค์ต้องเสียชื่อเสียงในทุกด้าน และถูกทางราชการสั่งปิดการดำเนินกิจการทุกอย่าง ทรัพย์สินทั้งหมด ในหุบผาสวรรค์ที่ได้มาจากการบริจาคของผู้ศรัทธา ถูกริบและขายทอดตลาดหมดสิ้น ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ได้ถูกทางราชการตั้งเป็น สถาบันพระสังฆาธิการ เพื่อประโยชน์ทางพุทธศาสนา

สันติเจดีย์ เปล่งฉัพพรรณรังษี บารมีแห่งพระบรมสารีริกธาตุ
เทือกเขาแห่งศาสนาเพื่อสันติของมวลมนุษยโลก
(ท่านสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จาก หนังสือเรื่อง ประวัติศาสตร์ต้องจารึกการทำลายหุบผาสวรรค์เมืองศาสนา โดย ศาสตราจารย์ ดร.จุมพล สวัสดิยากร อดีตเลขาธิการสภาวิจัยแห่งชาติ)

ที่มาข้อมูลและภาพ
สวรรค์รำลึก. (2553). หุบผาสวรรค์เมืองศาสนาในอดีต. [Online]. Available :
http://www.poosawan.org/hoopha.html. [2553.สิงหาคม 31].
อ่านต่อ >>

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

พระครูไชยคีรีศรีสวัสดิ์ (หลวงปู่เข็ม)

พระครูไชยคีรีศรีสวัสดิ์ (หลวงปู่เข็ม)
ชาวบ้านม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี นิยมเรียก พระครูไชยคีรีศรีสวัสดิ์ ว่า "หลวงปู่เข็ม" หรือ "พระอุปัชฌาย์เข็ม" ท่านมีอายุอยู่ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 จนถึงรัชกาลที่ 7

ท่านเกิดเมื่อวันอังคาร เดือน 5 ปี พ.ศ.2398 ได้บวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 13 ขวบ กระทั่งถึงมรณภาพ เมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ.2476 เมื่อมีอายุได้ 87 ปี เล่ากันว่าบิดามารดาของท่านมาตั้งหลักฐานอยู่ในเมืองไทยแต่ราวรัชกาลที่ 1

หลวงปู่เข็ม เป็นพระเถระที่เชี่ยวชาญในทางวิปัสสนาธุระ หาภิกษุเสมอเหมือนได้ยาก ในบริเวณสองฝากลุ่มน้ำแม่กลองตั้งแต่ วัดบ้านโป่ง วัดอุทุมพร วัดตาผา วัดมะขาม เรื่อยไปจนถึงวัดม่วง

หลวงปู่เข็มมีบทบาทสำคัญที่ทำให้วัดม่วงเจริญรุ่งเรืองและเป็นที่รู้จัก ทั้งในหมู่คนมอญ ไทย แขก ลาว และกะเหรี่ยง เนื่องจากท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์พิเศษ สามารถบวชคนข้ามจังหวัดได้  ในสมัยก่อนพระอุปัชฌาย์มีน้อย ผู้คนในเขตภาคตะวันตกจึงพากันมาขอบวชกับหลวงปู่เข็มมากมาย ในสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ มีคนมอญไปมาหาสู่กับวัดม่วงเสมอ ทั้งที่เป็นญาติก็มี เป็นพระสงฆ์ก็มี และที่มาเพราะกิตติศัพท์ของหลวงปู่เข็มก็มาก แม้พวกกะเหรี่ยงก็ลงมาบวชที่วัดม่วงมากมาย

การเดินทางในสมัยนั้นใช้เดินเท้าเป็นหลัก เล่ากันว่าพวกกะเหรี่ยงเคารพนับถือท่านมากถึงกับมอบให้เท้าท่านถูกศีรษะ เพราะถือเป็นมงคลสูงสุดในชีวิต หลวงปู่เข็มมีเก้าอี้หวายประจำตัวมีคานห้ามสำหรับใช้ในการเดินทางไกล และมีเรือเก๋งที่ได้รับพระราชทานด้วย

การบวชสมัยก่อนมักจะบวชเป็นกลุ่มครั้งละหลายๆ องค์ เพราะต้องเดินทางไปไกลแต่ละท้องที่ ในหมู่คนมอญ หากถือผีเดียวกันต้องบวชพร้อมกัน ญาติพี่น้องของผู้บวชต้องเอาพลูจีบไปจองสาวๆ ที่จะมาเข้าขบวนแห่นาค ซึ่งจะต้องเลือกสาวพรหมจารี แต่งโจงกระเบน ห่มผ้าสไบ หรือใส่เสื้อคอกระเช้าแล้วห่มสไบทับอีกที

หลวงปู่เข็ม ได้ทำหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์อยู่นาน จนประมาณปี พ.ศ.2440 จึงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น "พระครูไชยคีรีศรีสวัสดิ์" วัดม่วงคงจะเจริญสูงสุดในสมัยนี้ เนื่องจากท่านได้สร้างความเจริญให้กับวัดมากมาย เช่น สร้างโบสถ์ กำแพง ศาลา โรงเรียน ทำให้บ้านม่วงเป็นศูนย์กลางการเรียนการศึกษาธรรมในสมัยนั้น มีอาจารย์บาลีมอญหลายรูป และมีการจารหนังสือกันมาก ทั้งพระอภิธรรม ชาดก นิทานต่างๆ พวกหนังสือบาลีมอญจะจารเพื่อให้พระเรียน ส่วนพวกนิทานชาดกจะใช้อ่านกันทั่วไป

เหรียญหลวงปู่เข็ม
อาจารย์อุ่น แห่งวัดม่วง เล่าว่า โบสถ์หลังปัจจุบันมีประวัติเล่าถึงการก่อสร้างไว้ในใบลานเก่าประมาณปี พ.ศ.2464 เข้าใจว่าหลวงปู่เข็มเป็นคนสร้าง นอกจากนี้มีการสร้างเหรียญ 2 ชนิดขึ้นให้บูชา เป็นเนื้อเงินและเนื้อทองแดง ด้านหน้าของเหรียญเป็นรูปหลวงปู่เข็ม มีอักษรขอมล้อมรอบ ส่วนด้านหลังเป็นรูปยันต์อักษรขอม มีอักษรไทยเขียนว่า ให้ไว้เป็นที่ระลีก  หลวงปู่เข็มได้รับการเชื่อถือว่า ใครที่สุกกับหลวงปู่ให้ท่านเป่ากระหม่อมให้ จะทำให้มีชีวิตก้าวหน้ารุ่งเรื่องดี จึงมีพระสงฆ์มาขอสึกกับหลวงปู่มาก

หลวงปู่เป็นพระที่มีเมตตาสูงมาก มีพรหมวิหาร 4 ใครมานิมนต์ไปไหนไม่เคยขัดศรัทธา จนลุกไม่ไหวก็ขึ้นคานห้ามแคร่ไป ความเลื่อมใสศรัทธาที่ชาวบ้านมีต่อท่านมีสูงมาก ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า " พระพุทธเจ้าหลวงเคยเสด็จที่วัดม่วง และยังพระราชทานแพรจีวรดอกพิเศษถวายท่านด้วย"

นอกจากนี้ หลวงปู่ยังมีกิตติศัพท์ในการเป็นหมอยารักษาโรคอีกด้วย โดยนำสมุนไพรที่ขึ้นในวัดมาทำเป็นยาลูกกลอน แจกชาวบ้านที่เดือดร้อนมาให้ท่านรักษา

หลวงปู่เข็มเป็นผู้ที่เคร่งครัดพระธรรมวินัยมาก ท่านจะสวดมนต์แทบทุกบทจนถึงพระปาฏิโมกข์ แต่จะสวดไปทางมอญ ท่านลงอุโบสถไม่เคยขาด ถ้าในพรรษาหลวงปู่จะกำหนดฉันเอกาอาหารคาวหวานสำรวมในบาตรหมด ความเมตาท่านมีสูง ทำให้ในวัดเต็มไปด้วยสัตว์เลี้ยงต่างๆ โดยเฉพาะหมาแมว ที่แม้เวลาฉันท่านยังต้องเอามือป่ายแมวที่มารุมห้อมล้อมที่บาตร ชาวบ้านจะสังเกตว่าท่านอยู่วัดหรือไม่ โดยดูจากบรรดาสุนัขที่ท่านเลี้ยงไว้มากมาย หากไม่เห็นสุนัขแสดงว่าท่านไม่อยู่ แต่ถ้าท่านไม่ไปไหนจะเห็นสัตว์ต่างๆ อยู่เต็มวัด ทั้ง หมู ไก่ เป็ด นกยูง ห่าน

อาจารย์อุ่น เล่าว่า "หมามันคงรู้ตัวดีว่า หากหลวงปู่ไม่อยู่มันคงถูกขว้างตี เพราะทั้งพระองค์อื่นๆ และชาวบ้านล้วนรำคาญ แต่ไม่กล้าไล่เวลาหลวงปู่อยู่"

ในงานพิธีศพของท่าน มีลิเก ปี่พาทย์ มากมายเป็นประวัติการถึง 36 คณะ ผู้คนต่างมาร่วมงานไว้อาลัยแน่นขนัด พอเสร็จพิธีเผา บรรดาเถ้าถ่านอัฐิต่างถูกแย่งเอาไปบูชาจนหมดสิ้น

ภาพถ่ายหลวงปู่เข็ม (องค์กลางแถวนั่ง)
กับหลวงปู่ปากกิเลน (องค์ที่ 2 จากขวานั่งติดกับหลวงปู่เข็ม)
อาจารย์โวะ (แถวนั่งขวาสุด)
กับบรรดาลูกศิษย์

ความเลื่อมใสศรัทธาที่ชาวบ้านมีต่อหลวงปู่ กลายเป็นตำนานที่เล่าสืบทอดกันต่อๆ มาในหมู่ชาวบ้านม่วงอย่างไม่ขาดสาย เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับความเมตตา ความสันโดษ ความขลัง และวิชาความรู้ที่ท่านสั่งสมเป็นมรดกตกทอดให้แก่วัดม่วง เป็นเรื่องที่เล่าขานไม่จบไม่หมด รูปหล่อเท่าตัวจริงของท่านบนศาลาการเปรียญที่วัดม่วง ที่ลงรักปิดทอง มีคำจารึกว่า สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2450 ยังเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านทุกคน ซึ่งเป็นประจักษ์พยานที่ชัดเจนถึงความสำคัญของท่านในจิตใจของชาวบ้าน หลวงปู่เข็มจึงเป็นพระสงฆ์ที่เป็นแบบอย่างของพระที่อุทิศตนเพื่อชาวบ้านและคงเป็นสัญลักษณ์ของวัดม่วงไปอีกนานเท่านาน

ที่มา
ข้อมูลและภาพประกอบ  :
ปรานี วงษ์เทศ. (2536). พระสงฆ์ : ผู้นำทางภูมิปัญญาท้องถิ่น. ลุ่มน้ำแม่กลอง : พัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรม. มหาวิทยาลัยศิลปากร : พิฆเณศ พริ้นท์ติ้ง เซ็นเตอร์. (หน้า 120-121)
ภาพเหรียญหลวงปู่เข็ม : http://www.taradpra.com/itemDetail.aspx?itemNo=435518&storeNo=5012
อ่านต่อ >>

วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เจ้าแม่แก่นจันทร์ ตำนานแห่งเทพเมืองราชบุรี

ในความเชื่อและศรัทธาของคนไทยนั้น มีความนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่หลายประเภท ชาวราชบุรีก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้คอยยึดเหนี่ยวจิตใจ ซึ่งเขาให้ความเลื่อมใสศรัทธามาช้านานนั่นก็คือ "เทพเจ้าแม่แก่นจันทร์"

ตำนาน "เจ้าแม่แก่นจันทร์" เล่ากันมาว่า ท่านเป็นเทพที่สถิตอยู่ในไม้แก่นจันทร์ ซึ่งเป็นไม้ที่มีกลิ่นหอม มีอายุนานนับร้อยปี จึงมีความศักดิ์สิทธิ์มาก โบราณว่าไว้ ต้นไม้ต้นใดที่มีแก่นสูงตั้งแต่ 1 คืบขึ้นไป จะมีวิมานของรุกขเทวดาสถิตอยู่ เพื่อคอยดูแลรักษาผู้ที่มากราบไหว้บูชา และมักจะเรียกชื่อของรุกขเทวดาประจำต้นไม้ตามชื่อของต้นไม้นั้น เช่น ต้นตะเคียนทองก็จะเรียกชื่อรุกขเทวดาว่า "เจ้าพ่อหรือเจ้าแม่ตะเคียนทอง" ดังนั้น "ไม้แก่นจันทร์" จึงมีผู้เลื่อมใสตั้งให้เป็น "เจ้าแม่แก่นจันทร์"

วามเป็นมาของ "เจ้าแม่แก่นจันทร์" ที่ชาวราชบุรีให้ความเคารพศรัทธานิยมมากราบไหว้ขอบารมีคุ้มครองนั้น มีมานานหลายสิบปี ศาลเจ้าแม่แก่นจันทร์ตั้งอยู่ใน อ.เมือง บริเวณใกล้เชิงเขาแก่นจันทร์ ตัวศาลสร้างเป็นแถวยาวชั้นเดียว แต่เดิมศาลเจ้าแม่เป็นศาลไม้เล็กๆ ตั้งตรงข้ามศาลหลังใหม่ที่เห็นในปัจจุบัน

จากตำนานที่เล่ากันต่อๆมา ความว่า เดิมทีเจ้าแม่องค์เดิมเป็นท่อนไม้แก่นจันทร์ แต่ภายหลังมีหญิงสาวไปเข้าฝันชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่าไม่อยากอยู่ในสภาพขอนไม้แบบนี้อีกแล้ว อยากมีรูปร่างเป็นมนุษย์ ครั้งแรกชาวบ้านก็ไม่เชื่อไม่สนใจ เจ้าแม่จึงไปเข้าฝันชาวบ้านอีกหลายๆคน เมื่อฝันประหลาดตรงกันชาวบ้านจึงเริ่มเชื่อและได้ทำการแกะสลักไม้แก่นจันทร์ให้มีรูปร่างเป็นหญิงสาว

เมื่อแกะสลักเสร็จเรียบร้อยก็ทำพิธีอัญเชิญให้ขึ้นไปประดิษฐานในศาลไม้หลังเก่า แต่เจ้าแม่ก็มาเข้าฝันชาวบ้านอีกว่าที่ตั้งของศาลไม่ถูกทิศ ท่านต้องการให้ย้ายตัวศาลไปอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่ชาวบ้านก็ยังไม่ย้าย เพราะการย้ายศาลค่อนข้างยุ่งยาก และเมื่อยังไม่ย้ายพวกลูกหลานชาวบ้านก็เริ่มปวดหัว ตัวร้อน ไม่สบายกันเป็นแถวๆ เป็นต่อๆกันไปทุกบ้าน และบริเวณที่ตั้งของศาล ซึ่งเป็นทางโค้งก็มักจะมีอุบัติเหตุรถราเฉี่ยวชนล้มคว่ำกันเป็นประจำ ชาวบ้านจึงอัญเชิญเจ้าแม่มาประทับทรง ท่านบอกว่าเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของภูตผีปีศาจ องค์ท่านไม่ได้ประทับอยู่ในศาลนานแล้ว ชาวบ้านจึงถามเจ้าแม่ว่าทำไมจึงทิ้งพวกเขาไป ท่านก็บอกว่าท่านไม่อยากทิ้งชาวบ้านไปหรอก แต่ท่านอยู่ที่ศาลนี้ไม่ได้ เพราะทิศทางที่ตั้งศาลไม่ถูกต้อง ท่านเคยบอกแล้วแต่ไม่มีใครเชื่อ ท่านจึงต้องไป แต่ถ้าตั้งศาลอย่างถูกต้องท่านก็จะกลับมาประทับอีก ต่อมาชาวบ้านจึงช่วยกันย้ายศาลของเจ้าแม่มาตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นที่ตั้งในปัจจุบัน

ความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่แก่นจันทร์ ไม่ใช่แค่จะแสดงให้ชาวบ้านรู้เห็นอยู่กลุ่มเดียวเท่านั้น ข้าราชการระดับผู้ใหญ่ใน จ.ราชบุรี ท่านหนึ่งก็เคยรู้เห็น และได้สัมผัสกับปาฏิหาริย์ขององค์เจ้าแม่มาแล้ว เรื่องนี้เกิดขึ้นกับอดีตนายอำเภอเมืองของ จ.ราชบุรี เมื่อ พ.ศ.2538 ขณะที่ท่านมาประจำอยู่ที่นั่น ปีนั้นเป็นปีที่ จ.ราชบุรี เกิดน้ำท่วมหนัก หน่วยงานราชการต้องระดมกำลังออกช่วยเหลือชาวบ้านตลอดทั้งวันทั้งคืน ข้าราชการทุกคนรวมทั้งท่านนายอำเภอต้องทำงานอย่างหนัก และยังต้องผจญกับอุปสรรคนานัปการ หลายๆวันเข้าร่างกายก็เริ่มอ่อนล้า จนวันหนึ่งขณะที่นายอำเภอนั่งพัก จู่ๆท่านก็เกิดวูบ หน้ามืดขึ้นมากะทันหัน พยาบาลจึงพาท่านไปนอนพัก

จุดชมวิวบนยอดเขาแก่นจันทร์
พอไปถึงที่พักท่านก็วูบหลับไปทันทีด้วยความอ่อนเพลีย ขณะที่กำลังหลับสนิทท่านก็ฝันเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งร่างกายมอมแมม ผ่ายผอมกำลังนั่งร้องไห้ ดูน่าสงสาร น่าเวทนามาก ท่านจึงตกใจตื่น และเหมือนเป็นอุปาทานที่ยังคงได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กคนนั้นก้องอยู่ในหูตลอดเวลา โดยสามัญสำนึกที่ผ่านประสบการณ์มานาน ทำให้ท่านพอจะรู้ว่าสิ่งที่สัมผัสได้ในฝันน่าจะเป็นนิมิตที่เป็นจริง เด็กหญิงคนนั้นจะต้องรอการช่วยเหลืออยู่ที่ไหนสักแห่ง ท่านจึงวิทยุสั่งการให้เจ้าหน้าที่ออกค้นหาเด็กคนนั้นทันที ทั้งที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนกันแน่ และขณะเดียวกันท่านนายอำเภอก็พยายามนึกทบทวนเหตุการณ์ในฝันอย่างช้าๆ

แล้วจู่ๆ ท่านก็เห็นภาพของศาลแห่งหนึ่งแว็บเข้ามา เห็นภายในศาลมีรูปปั้นของผู้หญิง ท่านจึงบอกให้เจ้าหน้าที่ทราบ เมื่อเจ้าหน้าที่รู้ว่าภายในศาลมีรูปปั้นของผู้หญิงอยู่ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจึงพูดว่า "สงสัยจะเป็นศาลเจ้าแม่แก่นจันทร์" แล้วพวกเขาก็รีบเดินทางไปที่ศาลเจ้าแม่ทันที และก็เป็นที่น่าตกใจเมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงศาลเขาก็พบกับเด็กผู้หญิงหน้าตามอมแมมนอนขดอยู่ภายในศาลเพียงลำพัง ในสภาพร่างกายผอมโซและมีไข้สูง แพทย์จึงรีบทำการปฐมพยาบาลให้เด็กคนนั้นอย่างเร่งด่วน และยังบอกแก่นายอำเภอด้วยว่า หากเด็กมาถึงมือหมอช้ากว่านี้นิดเดียวจะต้องตายแน่นอน เพราะไม่ได้กินอาหารมาหลายวันแถมยังติดเชื้อจากน้ำดื่ม และหมอเองก็ยังสงสัยว่านายอำเภอรู้ได้อย่างไรว่ามีเด็กติดอยู่ในศาล นายอำเภอก็เล่าไปตามความจริง

หลังจากนั้นราว 2 อาทิตย์ เมื่อระดับน้ำท่วมในตัวเมืองราชบุรีเริ่มลดลง ท่านนายอำเภอก็กลับไปเยี่ยมเด็กคนนั้นอีกครั้ง ซึ่งเด็กก็มีอาการดีขึ้นแล้ว แกเล่าให้นายอำเภอฟังว่าอาศัยอยู่กับยายเพียงสองคน พ่อแม่ตายหมดแล้ว ตอนน้ำท่วมยายได้พามาอาศัยอยู่ที่ศาลเจ้าแม่แล้วยายก็จากไป จากนั้นก็ไม่พบเจอยายอีกเลย แล้วตอนนั้นระดับน้ำบริเวณหน้าศาลเจ้าแม่ก็สูงมาก ไม่มีใครผ่านมาเลย ไม่รู้จะขอให้ใครช่วย มีสิ่งเดียวที่จำได้ เพราะยายบอกไว้ก่อนไปว่า "เจ้าแม่แก่นจันทร์ศักดิ์สิทธิ์มาก ใครเดือดร้อนก็จะนึกถึงท่าน" เด็กหญิงคนนั้นจึงอธิษฐานจิตขอให้เจ้าแม่ช่วย

สิ่งที่เกิดราวปาฏิหาริย์ถ้าไม่ใช่เรื่องอันเกิดจากบุญฤทธิ์ของเจ้าแม่แก่นจันทร์แล้วจะเรียกว่าอะไร และในโลกนี้ก็ยังมีเรื่องราวแปลกๆแบบนี้เกิดขึ้นกับบางคนอยู่เป็นประจำเสียด้วย เขาจึงบอกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมคุ้มครองคนดี เพราะฉะนั้นจงคิดดีและทำดีให้สม่ำเสมอ เมื่อถึงคราวเคราะห์ความดีที่ตนเคยสร้างบวกกับแรงปาฏิหาริย์จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรามองไม่เห็นก็จะช่วยให้พ้นภัยได้

ที่มา :
ข้อมูล : สายทิพย์. (2550). เจ้าแม่แก่นจันทร์ ตำนานแห่งเทพเมืองราชบุรี.พลังจิต . [Online]. Available : http://board.palungjit.com/f12/เจ้าแม่แก่นจันทร์-ตำนานแห่งเทพเมืองราชบุรี-83510.html. [2553 กรกฎาคม 27].
ภาพบน : https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj5x2Xmvrmv-vlf60J3i1e5JGJKHQ0zZg6HUgxH3eeuKH9jIeoXG2RJESYR9eAXki4w4IN38xzX_EmR1mOTl37IcVLxg_Mm-FGWcf8vKzQsro9F_egGe3xQckJPgTMH_eNmd8qkZRVHvR8/s1600/Image52.jpg
ภาพล่าง : http://www.idea108.com/images/1150187648/1203324793.jpg


ดูเพิ่มเติม
คลิบวีดีโอ สารคดีที่นี่..ราชบุรี ตอน เจ้าแม่แก่นจันทร์ ตำนานแห่งเทพเมืองราชบุรี
อ่านต่อ >>