วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

พระศรีเมือง

กรมการทหารช่างได้สร้างศาลาปฏิบัติธรรมขึ้นบริเวณข้างศาลเจ้าพ่อหลักเมืองราชบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พระพุทธศาสนิกชนชาวราชบุรี ข้าราชการและครอบครัว ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาและปฎิบัติธรรม เนื่องในโอกาสต่างๆ มีกำหนดแล้วเสร็จเดือนมีนาคม 2553

พระศรีเมือง เป็นพระที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นพระประธานประดิษฐานในศาลาปฏิบัติธรรมดังกล่าว มีรูปแบบเหมือนกับพระประธานในวัดมหาธาตุวรวิหาร อ.เมือง จ.ราชบุรี ขนาดหน้าตัก 40 นิ้ว และยังได้สร้างพระบริวารรูปเหมือนพระศรีเมือง ขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว, 7 นิ้ว และ 9 นิ้ว ไว้ให้ผู้ที่สนใจเช่าบูชาสักการะและได้ดำเนินการสร้างพระเครื่องเป็นพระผง รูปแบบด้านหน้าเป็นองค์พระประธาน ด้านหลังเป็นรูปศาลหลักเมืองราชบุรี ขนาด 2.2 ซม.x3.2 ซม. ให้เช่าบูชา จำนวน 99,999 องค์
พระเทพวิสุทธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดราชบุรี ได้ตั้งชื่อพระประธาน ในศาลาปฏิบัติธรรมของกรมการทหารช่าง นี้ว่า "พระศรีเมือง" ด้วยเหตุผล 3 ประการ ดังนี้
  1. กรมการทหารช่างเป็นที่ตั้งของเมืองราชบุรี ยุคที่ 3 (ต้นกรุงรัตนโกสินทร์)
  2. โบราณประเพณี เมื่อสร้างเมือง มักจะสร้างสิ่งเคารพไว้ประจำบ้าน ประจำเมือง เป็นพุทธสถาน เทวสถานบ้าง สุดแต่ผู้ปกครองบ้านปกครองเมืองนับถือ
  3. สิ่งเคารพนั้น มีไว้สำหรับประกอบพิธีสำคัญของบ้านเมือง มีไว้เพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งการเคารพบูชา มีไว้เพื่อปกปักรักษาเมือง

พิธีกรรม
1.ชนวนมวลสารโลหะ รวบรวมมวลสารจากสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาทั่วประเทศ
2.พิธีเททอง และพุทธาภิเษก

  • วันอังคารที่ 9 ก.พ.2553 เวลา 10.59 น.
  • พระเทพวิสุทธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดราชบุรี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์
  • พลโททวนชัย พันธ์เพิ่มศิริ เจ้ากรมการทหารช่าง เป็นประธานฝ่ายฆราวาส
  • ปลุกเสกและพุทธาภิเษก วัตถุมงคล (พระศรีเมือง พระบริวาร และพระเครื่อง) ณ บริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมืองราชบุรี ค่ายภาณุรังษี อ.เมือง จ.ราชบุรี

3.พิธีเบิกพระเนตรพระประธานและฉลองศาลาปฏิบัติธรรม

  • วันจันทร์ที่ 22 มี.ค.2553 เวลา 15.39 น.
  • สมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานฝ่ายสงฆ์
  • พลโททวนชัย พันธ์เพิ่มศิริ เจ้ากรมการทหารช่าง เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

ราคาบูชา/องค์

  1. พระบริวาร 9 นิ้ว 5,000 บาท
  2. พระบริวาร 7 นิ้ว 3,500 บาท
  3. พระบริวาร 5 นิ้ว 2,500 บาท
  4. พระผง (2.2 ซม.x3.2 ซม) 99 บาท

สอบถามรายละเอียดและสั่งจอง

  • แผนกประชาสัมพันธ์ กรมการทหารช่าง โทร.0-3233-7494 ต่อ 53131

ที่มา: กรมการทหารช่าง. (2553). แผ่นพับประชาสัมพันธ์และใบสั่งจอง.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
พิธีอัญเชิญพระศรีเมืองประดิษฐาน ณ ศาลาปฏิบัติธรรม (12 มี.ค.2553)

อ่านต่อ >>

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เหรียญพุทธคุณ หลวงพ่อแก่นจันทน์ 100 ปีเสือป่ามหามงคล


หลวงพ่อแก่นจันทน์ เป็นพระพุทธรูป ที่สำคัญคู่บ้านคู่เมือง จ.ราชบุรี มาช้านาน ชาวราชบุรีจะนับนือและศรัทธามาก และจะมาตั้งสัตยาธิษฐาน ขอพรให้สัมฤทธิ์ผลตามที่ต้องการ โดยเฉพาะการขอบุตรมักจะสำเร็จ ทุกวันจะมีคนมาแก้บนด้วยละครและประทัด ตลอดทั้งวัน (ดูรายละเอียดเพิ่มเติม)
การจัดสร้างเหรียญพุทธคุณ หลวงพ่อแก่นจันทน์ 100 ปี เสือป่ามหามงคล
พระครูโสภณปัญญาวัฒน์(ปญฺญาทีโป) เจ้าอาวาสวัดช่องลม อนุญาตให้ศูนย์อนามัยที่ 4 ราชบุรี จัดสร้างขึ้น เพื่อสมนาคุณแก่ผู้บริจาคเงินสมทบทุนจัดตั้ง พิพิธภัณฑ์การส่งเสริมสุขภาพและเสือป่า โดยจะพัฒนาอาคารสโมสรเสือป่า ซึ่งเป็นอาคารเก่าแก่มีอายุประมาณ 100 ปี มีหัวเสือ 191 หัวประดับโดยรอบอาคาร สันนิษฐานว่าก่อสร้างก่อนปี พ.ศ.2456
นอกจากนี้ ยังเป็นอาคารที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เคยเสด็จมาประทับเสวยเครื่องว่าง เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2456 ยังเคยเป็นสถานที่จัดกิจกรรมเสือป่า และให้บริการอนามัยแม่และเด็กมาก่อน
ต่อมากรมศิลปากร ได้ขึ้นทะเบียนอาคารหลังนี้เป็นโบราณสถาน เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2542 แต่ปัจจุบันอาคารหลังนี้ชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก ศูนย์อนามัยที่ 4 ราชบุรี จึงได้จัดทำโครงการบูรณะและพัฒนาจัดตั้งพิพิธภัณฑ์การส่งเสริมสุขภาพและเสือป่า เพื่ออนุรักษ์อาคารสโมสรเสือป่าให้คงสภาพสมบูรณ์ดังเดิม และให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวิวัฒนาการการบริการส่งเสริมสุขภาพและกิจการเสือป่า ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดราชบุรี
ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ครั้งนี้ ต้องใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งศูนย์อนามัยที่ 4 ยังมีทุนทรัพย์ไม่เพียงพอ จึงได้จัดสร้างเหรียญพุทธคุณหลวงพ่อแก่นจันทน์ เนื่องจากประวัติที่เล่าสืบกันมาว่า หลวงพ่อแก่นจันทน์เกิดจากแรง สัตยาธิษฐาน ของชายผู้หนึ่ง และอิทธิฤทธิ์ของเทพยดาที่สิงสถิตย์อยู่ที่ต้นแก่นจันทน์ ทำให้เสือที่กำลังดุร้ายกลายเป็นเสือที่มีอำนาจและเมตตาไม่ทำร้ายในที่สุด ด้านหลังของเหรียญจึงทำเป็น "หัวเสือ" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ปีนักษัตร 2553 นี้ และยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญของอาคารสโมสรเสือป่า ซึ่งมีหัวเสือเรียงรายอยู่รอบอาคารแห่งนี้
นอกจากนี้ เสือ ตามคติความเชื่อของชาวจีนโบราณว่า เป็นสัตว์ทรงอำนาจ และก่อให้เกิดพลังสูงมาก จึงใช้แทนสัญลักษณ์การบันดาลให้เกิดพลังอำนาจทางเศรษฐกิจ เชื่อว่าเหรียญพุทธคุณหลวงพ่อแก่นจันทน์ 100 ปีเสือป่ามหามงคล นี้ จะบันดาลให้ผู้ที่มีไว้ครอบครองเกิดพลังเมตตา โชค ลาภ ดำเนินการค้าธุรกิจรุ่งเรืองรับปีเสือนี้
พิธีพุทธาภิเษก
จัดให้มีพิธีพุทธาภิเษก ตามแบบประเพณีสืบมาแต่โบราณ วันเสาร์ที่ 20 มีนาคม 2553 ซึ่งตรงกับ วันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 (เสาร์ห้า) ซึ่งถือว่าเป็นวันที่แข็งและขลัง ที่สุดเหมาะกับพิธีพุทธาภิเษก ซึ่งหายากมาก โดยกราบนิมนต์สมเด็๗พระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ประธานคณะผู้ปฏฺบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จุดเทียนชัยและกราบนิมนต์ พระสมณศักดิ์และเกจิผู้ทรงวิทยาคมมาเจริญพระพุทธมนต์ สวดพุทธาภิเษก สวดบูชาดาวนพเคราะห์ และนั่งปรก ณ วิหารหลวงพ่อแก่นจันทน์ วัดช่องลม
ลักษณะเหรียญ
เป็นเหรียญรูปไข่ ขนาด 2.5x3 ซม. ด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อแก่นจันทน์ ปางอุ้มบาตรรูปแบบพิเศษ ลงอักขระ คาถาหัวใจเศรษฐี อุ อา กะ สะ ด้านหลังเป็นรูปหัวเสือ ตามสัญชาติญาณของเสือจะดุร้าย แต่เหรียญนี้ ดวงตาเสือจะดูอ่อนโยน ตามความเชื่อของชาวราชบุรีว่าด้วยบารมีของหลวงพ่อแก่นจันทน์ ทำให้เสือมีเมตตา ไม่ทำร้ายคน แต่ใบหน้ายังดูทรงพลังและอำนาจ เนื่องจากกำกับด้วยยันต์ พญาเสือ จัดสร้างเป็น 5 แบบ ได้แก่
  1. เหรียญทองแดง
  2. เหรียญกระไหร่ทอง
  3. เหรียญเงิน
  4. เหรียญสามกษัตริย์
  5. เหรียญทองคำ

การสั่งจองและรับเหรียญ
สั่งจองได้ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไป ณ

  1. ศูนย์อนามัยที่ 4 ราชบุรี โทร.0-3231-0368-71, 0-3231-0404-5 โทรสาร. 0-3232-3311 หรือ เว็บไซต์ http://hpc4.anamai.moph.go.th/ โอนเงินเข้าบัญชี ธ.กรุงไทย สาขาศรีสุริยวงศ์ ชื่อบัญชี กองทุนพิพิธภัณฑ์ส่งเสริมสุขภาพและเสือป่า เลขที่บัญชี 736-0-21598-6 ประเภทออมทรัพย์ หรือ ธนานัติสั่งจ่าย ป.ณ.ราชบุรี ในนาม ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 4 ราชบุรี
  2. วัดช่องลม ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ศูนย์อนามัย ที่ 4 จัด เสาร์ 5 พุทธาภิเษก ยิ่งใหญ่ หลวงพ่อแก่นจันทร์ (12 มี.ค.2553)

อ่านต่อ >>

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วัดคงคารามและพระยามอญทั้งเจ็ด

ประวัติวัดคงคารามที่ตั้ง 1 ม.3 ต.คลองตาคต อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ในปี 2310 ไทยก็เสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า จนพระเจ้ากรุงธนบุรีกู้เอกราชคืนได้ และทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี ความทราบถึงหัวหน้ามอญที่หลบซ่อนพม่าอยู่ ก็ชวนสมัครพรรคพวกได้ประมาณ 1,000 ครัวเรือน ก็อพยพหนีพม่าเข้ามาทางด่านนเจดีย์สามองค์ เพื่อเข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร โดยติดต่อผ่านมายังเจ้าพระยารามัญวงศ์ครั้งกรุงเก่าเป็นผู้ช่วยเหลือ แต่พอดีเกิดจลาจลที่กรุงธนบุรี พวกรามัญเหล่านั้น จึงพักพลอยู่ที่เมืองไทรโยค และต่อมาเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเสด็จกลับจากเมืองเขมร ปราบปรามจลาจลลงได้สำเร็จ แล้วทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เจ้าพระยารามัญวงศ์ จึงกราบทูลเรื่อง มอญเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารให้ทรงทราบ พระองค์ทรงเห็นว่า มอญกับไทย ต่างมีศัตรูร่วมกัน คือ พม่า จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเจ้านายเมืองมอญเมืองเมาะลำเลิง ที่เหลือชีวิตอยู่ 7 คน ให้เป็นนายด่านป้องกันพม่า 7 เมือง เมืองด่านทั้ง 7 คือ เมืองไทรโยค ท่าขนุน ท่ากระดาน ท่าตะกั่ว ลุ่มสุ่ม สิงห์ และเมืองทองผาภูมิ (ปัจจุบันเมืองเหล่านี้บ้างก็เป็นอำเภอ บ้างก็ถูกยุบเป็นตำบลอยู่ใน จ.กาญจนบุรี) มอญ เรียกเจ้าเมืองทั้ง 7 นี้ว่า เจี๊ยะเดิงฮ่ะเป๊าะ เจ้าเมืองทั้ง 7 นี้ล้วนแล้วแต่จะเป็นญาติกัน
หนึ่งในพญามอญทั้งเจ็ด-พระบันนสติฐบดี(ชัง)
เจ้าเมืองท่าขนุนคนสุดท้าย
เจ้าของภาพ : ผู้ใหญ่ขจิต หลักคงคา
ต่อมาพวกมอญญาติเจ้าเมืองทั้ง 7 นี้ ทราบว่าญาติของตนเองได้เป็นเจ้าเมือง ด่านทั้ง 7 จึงได้อพยพตามเข้ามาอีกประมาณ 5,000 ครัวเรือน ที่อยู่อาศัยจึงคับแคบ บางพวกก็อพยพไปอยู่ปากเกร็ด นนทบุรี เพราะฉะนั้นชาวคงคากับชาวปากเกร็ดในอดีต จึงได้มีการติดต่อสัมพันธ์กันมาตลอด เพิ่งจะมาเลิกติดต่อกันสมัยยุบเลิกคณะสงฆ์รามัญนิกายสมัยรัชกาลที่ 6 นี้เอง แต่พวกที่อยู่ไทรโยคนี้ ที่ราบสำหรับการเพราะปลูกมีน้อย ส่วนมากสมัยนั้นเป็นที่ป่าเขาลำเนาไพรมากกว่า จึงไม่มีที่ทำมาหากิน หัวหน้ามอญทั้ง 7 เห็นความยากลำบากของญาติพี่น้องตน จึงได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปหาเจ้าพระยารามัญวงศ์ และเจ้าพระยามหาโยธา เจ้าพระยาทั้ง 2 จึงได้นำเข้าเฝ้ากราบถวายบังคมทูลขอพระราชทานที่ทำมาหากิน พระบามสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระยามอญทั้ง 7 เลือกที่ทำมาหากินเอาเอง โดยพระราชทานท้องตรามาให้ด้วย
พระยามอญทั้ง 7 จึงได้พาสมัครพรรคพวกล่องมาตามลำน้ำแม่กลอง ก็เห็นว่า ช่วงที่เหมาะแก่การเพาะปลูก แมคนอยู่อาศัยน้อย คือ ตั้งแต่เขตอำเภอบ้านโป่ง ถึง อำเภอโพธาราม ซึ่งสมัยนั้นอำเภอทั้งสอง ยังไม่ได้เกิดขึ้น จึงได้ไปรับสมัครพรรคพวกของตนลงมา ส่วนพระยามอญทั้ง 7 นั้นก็ได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่หมู่บ้านวัดคงคามราม นี้แล และบรรดาญาติก็ตั้งบ้านเรือนอยู่ 2 ฝั่งแม่น้ำแม่กลองช่วงนี้
ชาวรามัญนั้น นับถือพุทธศาสนาอย่างศรัทธามาแต่เดิมแล้ว ตั้งแต่เสียเมืองให้พม่าแล้ว ก็ยังมิได้มีวัดที่จะประกอบการกุศลเลยสักวัดเดียว พระยามอญทั้ง 7 จึงได้ประชุมชาวรามัญอพยพทั้งหมดสร้างวัดคงคารามนี้ขึ้น ซึ่งชาวรามัญเรียกว่า "เกี้ยโต้" (วัดทรัพย์กลาง) คงคารามนี้ เป็นชื่อที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 นี้เอง

เจดีย์ทรงรามัญ 7 องค์ รอบๆ พระอุโบสถวัดคงคาราม ซึ่งเป็นตัวแทนของพระยามอญทั้ง 7 ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวไทยรามัญราชบุรี คือ

1.พระนิโครธาภิโค เจ้าเมืองไทรโยค
2.พระชินษณติษฐบดี เจ้าเมืองท่าตะกั่ว
3.พระปัณษณติษฐบดี เจ้าเมืองท่าขนุน
4.พระพลติษฐบดี เจ้าเมืองท่ากระดาน
5.พระนินษณติษฐบดี เจ้าเมืองลุ่มสุ่ม
6.พระเสลภูมิบดี เจ้าเมืองทองผาภูมิ
7.พระสมิงสิงคิบุรินทร์ เจ้าเมืองเมืองสิงห์


พระอุโบสถวัดคงคาราม มีคุณค่าทางศิลปะเป็นอย่างยิ่งและเป็นศูนย์รวมใจของพระภิกษูสงฆ์เชื้อสายรามัญทุกรูป และยังมีภาพจิตกรรมฝาผนังที่ล้ำค่าอยู่ในอุโบสถวัดคงคารามที่ควรศึกษา และอนุรักษ์ไว้

ศาลาการเปรียญ เป็นศาลาทรงเครื่อง ไม้ทุกชิ้นเต็มไปด้วยศิลป์ที่ช่างได้บรรจงแต่งไว้ในศาลาการเปรียญ ซึ่งมีเทพชุมนุมปางผจญมาร และทศชาติ และลายเพดานบนศาลาการเปรียญเป็นลวดลายเดียวกับวัดชมภูเวก ที่ ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นนทบุรี ที่มีแม่พระธรณีบิดมวยผมที่สวยที่สุดในประเทศไทย และเป็นวัดรามัญเก่าแก่เช่นเดียวกับวัดคงคาราม

เรือนไทยที่มีค่ามหาศาล 2 หลัง คือ กุฎิ 7 ห้อง และ 9 ห้อง เป็นเรือนไทยที่ใหญ่และงามที่สุดในประเทศไทยขณะนี้ ปัจจุบันกุฎิ 9 ห้องได้ถูกจัดตั้งให้เป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดคงคาราม ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาหาความรู้กันต่อไป เมื่อปี พ.ศ.2542
โลงมอญ ซึ่งมีอายุประมาณ 200 ปี แต่ได้ทำการลงรักปิดทองใหม่ แกะจากไม้ชิ้นเดียวทะลุโปร่ง เป็นลายดอกพุดตาล ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นดอกไม้ประจำชาติมอญในอดีตทีเดียว เพราะชาวรามัญไม่ว่าในถิ่นใด นิยมแกะลายนี้กันทั้งนั้น มีประวัติเล่าว่า ช่างทำมาจากในป่าเมืองกาญจนบุรี แล้วใส่มากับเรือที่ชื่อว่า นางอะสงและมีศพใส่มาด้วย ผ่านหลายๆ วัด วัดไหนก็อยากได้ แต่เรือไม่ยอมหันหน้าเข้าวัด แต่พอมาถึงคงคาก็หันหน้าเข้ามา ชาวบ้านเลยฉุดได้ แต่นี้เป็นเพียงเรื่องเล่า ข้าพเจ้า (หมายถึงผู้เขียนหนังสือไม่ระบุว่าใคร) เลยขออธิบายตามเหตุผลว่า ที่ว่าสร้างมาจากป่าเมืองกาญจนบุรีนั้นคงจะจริง เพราะไม้สักต้นใหญ่ๆ อย่างนั้นคงอยู่ในป่า และศพที่ใส่มานั้น จะเป็นใครไม่ต้องเป็น 1.เป็นพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่หรือเจ้าอาวาสวัดคงคาราม 2.เป็นพระยามอญท่านใดท่านหนึ่งที่ไปเสียชีวิตที่เมืองกาญจนบุรีในการไปหาไม้ตัดไม้มาสร้างวัดคงคาราม แต่มิมีบุญที่จะได้มาชื่นชมวัดคงคารามอีก ชาวบ้านที่ไปด้วยซึ่งเป็นผู้มีฝีมือในทางช่างจึงได้สร้างโลงมอญที่งดงามจากไม้ที่ตัดได้เป็นการทดแทนคุณท่าน จนปี พ.ศ.2518 กรมศิลปากรจึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ แต่ถึงอย่างไรก็ตามชาวคงคารามก็พยายามจะรักษาให้อยู่ในสภาพคงเดิมให้มากที่สุด เพราะเคารพฝีมือช่างในอดีตของบรรพบุรษ

ดูเพิ่มเติม
ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดคงคาราม

ที่มา : วัดคงราราม.(_______). พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านและจิตรกรรมฝาผนัง. ________
ที่มาของภาพ :
http://img61.imageshack.us/i/65899001in2.jpg/
http://203.172.204.162/intranet/1027_sac/database/museums/G-Museums/17%20Rachaburi/wat_kongkaram/wat_kongkaram.htm
อ่านต่อ >>